วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

หนังสือ 10 เล่มที่คิดถึง... 10 Books to Remember... ตอนที่ 1/2

ได้รับการ TAG เรื่องหนังสือ 10 เล่มที่ชอบมานานแล้วจากเพื่อนนักอ่าน 2 ท่าน คือ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล และ Ran Pravithana (ตามลำดับการ TAG) 
เวลาก็ล่วงเลยจากวันที่ทั้ง 2 ท่าน TAG (ทั้ง 2 ท่าน TAG มาวันเดียวกัน) มานานอยู่ ว่าจะทำๆก็ติดภารกิจขี้เกียจส่วนตัวเลยไม่ได้ลงมือ เช้านี้คิดว่าถ้าไม่ทำก็คงไม่ได้ทำไปตลอด...
เลยคิดถึงหนังสือที่เรียกว่ามีภาพติดตรึงอยู่ในความทรงจำ... ไม่ใช่ชอบที่สุด แต่เป็นหนังสือที่นึกถึง และรู้สึกอะไรบางอย่างตอนอ่านขึ้นมา จำนวน 10 เล่ม ยกเว้นเล่มที่ 1 และ 10 ที่เป็นที่สุดของความทรงจำจริงๆ
มาเริ่มกันเลยดีกว่า...



1. One ผมเชื่อว่ามีคนรู้จักหนังสือเล่มนี้ไม่มาก นอกจากหนอนหนังสือจริงๆ และต้องค่อนข้างชอบอ่านอะไรที่ไม่ตลาด จึงจะรู้จักหนังสือเล่มนี้ได้

จริงๆแล้ว หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนเดียวกับหนังสือเรื่อง โจนาธานนกนางนวล (ไม่รู้ชื่อไทยแบบนี้หรือเปล่า) หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Jonathan Livingston Seagull ซึ่งคนไทยจะรู้จักกันมากกว่า แถมนักร้องเพลงเพื่อชีวิตก็เอาไปแต่งเพลงกันมากมาย

แต่ผมกลับไม่ค่อยชอบ โจนาธานฯ และอ่านไม่จบด้วยซ้ำ 

แต่กับ One แล้ว มันเป็นความทรงจำฝังลึกอะไรเป็นพิเศษบางอย่าง ที่ทำให้จดจำมาถึงทุกวันนี้

ครั้งแรกที่อ่านคือช่วงที่ไปอยู่ Summer ที่อังกฤษ ตอนนั้นยังเด็กๆอายุราว 16 ได้ จำได้ว่านี่เป็นหนังสือที่รู้สึกว่าไม่อยากให้จบ และ อยากรู้ตอบจบไปพร้อมๆกัน

พออ่านจบก็รู้สึกเหมือนกับอะไรบางอย่างในชีวิตหายไป แต่ก็ได้บางอย่างเติมกลับมา

เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนสองคน ที่ต้องเดินทางผ่านภพต่างๆหลายๆภพ เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งสองนั้นมีความรักที่แท้จริงต่อกันขนาดไหน...

คงเป็นเพราะตอนนั้นผมกำลังเรียนรู้เรื่องของความรักอยู่ก็เป็นได้...


2. Jurassic Park ความชอบที่ทำให้อยากอ่านหนังสือเล่มนี้ มาจากภาพยนตร์ ถ้าถามผมว่าภาพยนตร์ที่ชอบที่สุดคือหนังเรื่องอะไร ก็ไม่พ้น Jurassic Park 

จำได้ว่าความชอบหลังจากชมภาพยนตร์ตอนนั้น มันอัดแน่นมากๆๆๆๆๆ จนต้องไปหาหนังสือมาอ่าน ซึ่งตอนนั้นเลยได้ฉบับภาษาอังกฤษมาก่อน... แน่นอนครับ อ่านแทบจะไม่รู้เรื่องเลย (ฮา) จำได้ว่าไม่พ้นบทแรกเลยด้วยมั้ง ผ่านไปครึ่ง ชม. แล้ว

อย่างไรก็ดี ความชอบไม่ได้ลดลงเลย จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสหยิบฉวย (ยืม) หนังสือมาจาก Sedtha Jittiarunchai จนได้

จากวันนั้นหนังสือก็ตกอยู่ในมือผมร่วม 10 ปี (พึ่งได้คืนพี่เขาไปไม่นานนี้แหละ ขอบคุณพี่นิวมากๆนะครับ)

หลังจากอ่าน

เป็นครั้งแรกๆในชีวิตที่ทำให้รู้ว่าหนังฮอลลีวู้ดที่แปลงมาจากหนังสือ มักจะสู้หนังสือไม่ได้สักเล่ม (ฮา) และตอนนี้ผมก็ยังไม่เจอหนังเรื่องไหนที่ทำให้ลบความคิดอันนี้ออกไปได้เลยครับ

https://www.goodreads.com/book/show/452196.Jurassic_Park

3. The Davinci Code หยิบจับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจากบูทอัมรินทร์ในงานหนังสือสักปีหนึ่ง เพราะแค่อยากรู้ว่ามันจะตีความเรื่องที่มาแตะต้องศาสนาคริสต์กลายๆอย่างไรบ้าง และโดยส่วนตัวก็ค่อนข้างชอบหนังสือแนวลึกลับ สืบสวน อิงประวัติศาสตร์ อยู่แล้ว 

จำได้ว่าเป็นเรื่องที่อ่านแล้ววางไม่ลงเล่มหนึ่ง และไปอ่านจบที่ชายหาดป่าตองในปีที่เกิดซึนามิใหญ่

ช่วงเวลาที่พลิกหน้าแต่ละทีก็แอบลุ้นไปด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะเป็นอะไร จะทำยังไงต่อไป และแน่นอนผมเดาตัวร้ายไม่ถูก (ฮา)

จากนั้นฮอลลีวู้ดก็ได้นำหนังสือเล่มนี้... ไปทำหนังครับ (ฮา) โชคดีที่โดยส่วนตัวพอดูแล้วรู้สึกว่า เออ... ไม่แย่นะ 

หรือจะเป็นเพราะมี Audrey Tautou แสดงเป็นนางเอกหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ (ยิ้ม) 

https://www.goodreads.com/book/show/968.The_Da_Vinci_Code

4. Pendragon Series เล่ม 1 The Merchant of Dead พ่อค้าแห่งความตาย คิดว่าเป็นอีก 1 เรื่องที่ ไม่ค่อยมีคนรู้จัก (ฮา) แต่ผมก็ผูกพันกับซีรีย์นี้ยาวนานมากกว่าห้าปีได้ เป็นหนังสือที่ทำให้ผมต้องเดินไปบูท สนพ. เรือนปัญญา ทุกครั้งที่ไปงานหนังสือฯ (และพอจบซีรีย์สิบเล่มแล้ว เลยไม่ได้แวะไปเลย (ฮา))

ผมยืนอ่านตอนจบของหนังสือเล่มนี้ที่แผงส้มตำแถวๆคลองใกล้สุเหร่าบางมะเขือในเย็นวันอาทิตย์วันหนึ่ง

จำได้ว่าพอจบปุ๊ป ก็แทบจะอยากหาเล่มสองมาอ่านต่อทันที แม้ว่าในช่วงสิบเล่มของซีรีย์นั้น จะมีตอนที่ทำให้เบื่อบ้างเซ็งบ้าง แต่มันก็ยังมีมนตร์เสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ผมอยากรู้ตอนจบของซีรีย์นี้

เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้คือการเขียนบันทึกของ บ๊อบบี้ เพนดรากอน ตัวเอกของเรื่อง ที่ได้เดินทางผ่านประตูข้ามมิติไปสู่โลกต่างๆ เพื่อไปแก้ไขไม่ให้โลกเหล่านั้นล่มสลาย

ระหว่างการเดินทางของ บ๊อบบี้ ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ชีวิตนี้ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆเลย!!!

https://www.goodreads.com/.../833710.The_Merchant_of_Death

5. Harry Potter and the Goblet of Fire เป็นภาคที่ผมชื่นชอบที่สุดในซีรีย์แฮรี่ เบียดสูสีชนะเล่มสามมานิดนึง

ผมมีโอกาสได้เริ่มอ่านภาษาอังกฤษก่อนตั้งแต่ช่วงที่หนังสือออกใหม่ๆ และแน่นอนจนหนังสือแปลไทยเสร็จ ผมก็ยังอ่านไม่จบ (ฮา) เลยต้องหยิบฉบับภาษาไทยที่อุตส่าห์พรีออเดอร์มาอ่าน

ประจวบกับช่วงที่หนังสือส่งมาถึงบ้านตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังต้องเตรียมตัวสอบมิดเทอมพอดิบพอดี

เป็นเรื่องยากเลยสำหรับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบขวบที่จะต้องตัดสินใจในวันนั้น ว่าจะเลือกอ่านอะไรก่อนระหว่าง แฮรี่ เล่มสี่ กับหนังสือสอบ (คิดดูซิครับ ผมจำวิชาสอบไม่ได้ แต่จำได้ว่าตอนนั้นอ่านไปถึงตอนที่แฮรี่ต้องลงไปทำเควสกับพวกเงือก)

และแน่นอน... แฮรี่ชนะครับ 

https://www.goodreads.com/.../6.Harry_Potter_and_the...

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

มาเฟียบู๊ลิ้ม ครึ่งหลัง…

ผมเคยเขียนเรื่องของมาเฟียบู๊ลิ้มเล่ม 1-5 ไปแล้วเมื่อเดือนก่อนๆในตอน “มาเฟียบู๊ลิ้ม - การเดินทางของเรื่องราวครึ่งทาง

ตอนนี้ผมอ่านตลุยจนจบครบ 10 เล่มถ้วน

1332997370

มีประเด็นหลายๆยอ่างที่ตกค้่งอยู่ในความคิดมาก

หากเปรียบเทียบกันแล้ว 5 เล่มแรก คือนิยายกำลังภายในที่เอาเรื่องของสัจจนิยมมาผูกผสาน ตื่นเต้น เร้าใจ และตัวเอกน่าสงสาร

ส่วน 5 เล่มหลัง เหมือนกับนิยายสืบสวน ที่เอาเรื่องของกำลังภายในมาผูกเข่าไปซะมากกว่า

รสชาติจึงแตกต่างกันไป

ในช่วงหลังนั้น ผมว่าเรื่องราวดำเนินเรื่องไปเร็ว และตัวละครหลายๆตัวหายไป โดยไม่บอกที่มาที่ไป

ราวกับว่าเรื่องนี้สามารถต่อยอดเขียนออกไปได้อีก เหมือนซีรีย์ของท่านอื่นๆ อย่างท่าน “อุน สุย อัน” ที่มีจักรวาลของตัวละครของตัวเองอยู่

ครึ่งหลัง ความดำหม่นของเรื่องราวจะเริ่มมีมากขึ้น

การล่อหลอก หักหลังกัน จะทำให้เราอยากติดตามจนวางไม่ได้

อ่านๆไป เหมือนว่าผู้เขียนจะพยายามตีแสกหน้าพวกนิยายจีนยุคก่อนๆ เพราะแนวการเดินเรื่องที่หาได้ยากจากนิยายจีนทั่สๆไปนั้น เป็นแนวหลักของเรื่องนี้เลยทีเดียว

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

Catching Fire เด็กสาวผู้มากับไฟ

imgresสำหรับเล่มแรกนั้น (Hunger Game, The) ผมอ่านจบไปในเวลาเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น พอมาคิดถึงเล่มนี้ กลับใช้เวลาค่อนข้างมากพอสมควร จะเรียกว่า ไม่สนุกก็คงไม่ใช่ แต่จะสนุกจนวางไม่ลงเหมือนที่ Stephen King ให้คำนิยมเอาไว้ สำหรับผมก็คงไม่ใช่

ผมมองว่าความดึงดูดที่มีในเล่มแรกนั้น มันแผ่วไปในเล่มนี้

อาจจะเพราะประเด็นหลักๆที่ดูน่าสนใจนั้น มันถูกนำเสนอไปแล้วในเล่มแรก แต่ในเล่ม 2 นั้น การหักมุมจะมีชั้นเชิงมากกว่าหลายขุม

เรื่องราวของเล่ม 2 นั้นเริ่มขึ้นหลังเหตุการณ์มนเล่ม 1 จบไป

แคทนิส นางเอกของเรื่องรอดกลับมาจากเกมส์ล่าชีวิตในครั้งที่แล้ว ก็กลับมาใช้ชีวิตในเขต 12 ของตัวเอง แต่ด้วยการแสดงออกของตนเองที่ไม่เข้าตาชาวแคปิตอลในเล่มแรกนั้น ก็ทำให้เธอถูกจับตาแทบจะทุกฝีก้าวในเมืองของเธอเอง

ความกดดันที่เกิดขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจหลายๆอย่างที่เธอต้องทำในเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด การเล่าเรื่องราวต่างๆยังทำได้ดี ตัวหนังสือยังเต็มไปด้วยความกลัวอยู่เช่นเดิม

ในภาคแรกของเล่มนี้ ค่อนข้างเดินไปช้า แต่จะมาเร่งเครื่องตั้งแต่ภาค 2 และ ภาค 3 และในภาค 3 นี่เองที่เริ่มจะเรียกว่า “หยุดไม่ได้” และจะมีปมเรื่องสุดท้ายที่ลิงค์ไปถึงเล่มหน้าครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

The Hunger Game เกมล่าชีวิต

hunger1ไม่เคยรู้จักหนังสือเรื่องนี้มาก่อนเลย ถึงแม้ว่ามันจะถูกแปลมานานหลายปีแล้ว อาจจะเคยเห็นบ้าง แต่ด้วยความสัตย์จริงๆผมคิดว่ามันเป็นแนวอาชญวิทยาซะมากกว่า อาจจะเป็นเพราะผมชอบไปติดกับค่ายสำนักพิมพ์และคิดไปเองว่าค่ายนี้เป็นแนวนู้น แนวนี้ ก็ว่าไป

อย่างไรก็ตามด้วยการะแสที่ภาพยนตร์กำลังมาแรง ผมเลยต้องไปหามาอ่าน แล้วพอได้ลองอ่านก็บอกได้เต็มปากว่าสนุกจริง

โครงเรื่องหลักๆนั้น ผมพูดได้เต็มปากว่ามันคือ Battle Royal ภาคภาษาอังกฤษนั่นเอง

ซึ่งผมยังค่อนข้างสงสัยอยู่นิดหน่อย เพราะผมคิดว่านิยายเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่ความโหดของมันก็ใช่เล่นเลย

กลิ่นอายหนึงซึ่งปกคลุมไปทั่วหนังสือตลอดเวลาที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นเวลา 2 วันนั้น ผมว่ามันมีความกลัวแอบแฝงอยู่กับทุกตัวหนังสือ และแอบซ่อนไปด้วยตลกร้ายของนางเอก

หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดการเล่าเรื่องผ่านทางมุมมองของแคตนิสนางเอกวัย 14 ของเรื่อง ทั้งการแดกดัน การคิดเอาชนะ การทำไปตามอารมณ์ ผมมองว่าทุกอย่างนั้นถูกทำไปด้วยสัญชาติญาณดิบในตัวของคน และแน่นอนว่ามีความกลัวอยู่ด้วย

เมื่อเด็กอายุ 12-18 ปี จาก 12 เขตต้องถูกเลือกขึ้นมา แล้วเข่นฆ่ากัน

มันคงหลีกเลี่ยงคำว่าโหดร้ายไม่ได้

แต่เบื้องหลังความโหดร้าย การเอาชีวิตรอด

ก็มีความสนุกตื่นเต้น ลุ้นอยู่ทุกๆบรรทัดที่อ่านเลยทีเดียว…

ปล.อย่างน้อยก็ดีใจที่อ่านจบก่อนหนังเข้า…

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

คนขุดสุสาน บนยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ขอบเส้นระหว่างความจริงและจินตนาการ

13431209หลังจากได้อ่านรหัสลับหลังคาโลกไปแล้ว สยามฯก็คงทำการเกาะกระแสหอบหิ้วนิยายจีนอารมณ์เดียวกันมาล่อหลอกนักอ่านที่ติดใจรหัสลับ

ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่โดนหลอกล่อ ทั้งๆที่ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ซื้อ เพราะกลัวว่าจะติดพันอะไรพร้อมๆกันหลายอย่างจนเกินไป

แต่ไปพลาดยังไงไม่รู้ที่ซื้อมาอ่านจนได้

เรื่องราวของคนขุดสุสานนั้น มีกลิ่นไอคลับคล้ายกับรหัสลับฯอยู่ไม่น้อย แต่โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าความคลับคล้ายหนังสือการ์ตูนของมันก็มีมากอยู่

ผมเคยเขียนไว้ในตอนพูดถึงรื่องรหัสลับฯว่า รหัสลับฯนั้น

“มีกลิ่นไอการผสมผสานระหว่างอินเดียน่า โจนส์, เพชรพระอุมา และ  นิยายจีนกำลังภายใน ผสมปนเปกันหมด”

สำหรับรหัสลับเองนั้น ผมแถมว่ามีพลังจินตนาการของหนังสือการ์ตูน (Manga) เข้าไปอีกด้วย

เนื้อเรื่องพูดถึง หูป๊าอิ อดีตทหารจากกองทัพจีนที่จับผลัดจับผลูไปอ่านบันทึกเรื่องฮวงจุ้ยของตระกูลมา พอมาบวกเล็กผสมน้อยกับความฉลาด (แกมโกง) ของตัวเอง ก็เอาวิชาความรู้เหล่านั้นไปเที่ยวคว่ำชาม หรือขุดสุสานนั่นเอง

ทีนี้ความมันส์มันอยู่ที่การเจาะ ขุด บุก สุสานแต่ละทีนั้น มันเต็มไปด้วยปีศาจ สัตว์ประหลาด ผี และอื่นๆอีกสารพัด ซึ่งจะพาให้เราเตลิดเหมือนอ่านหนังสือการ์ตูนแนวเหนือธรรมชาติสักเล่มอยู่ยังไงยังงั้น

เรื่องราวของการเนื้อหาเดินไปค่อนข้างเร็ว จะติดอยู่ตรงสำนวนแปลที่วัยรุ่นไปหน่อยสำหรับผม และการเชื่อมอารมณ์ทำได้ไม่ดีเท่ารหัสลับฯ แต่อ่านแล้วก็สนุกดี และอยากติดตามไปเรื่อย เรื่องนี้มีเพียง 4 เล่มจบชุดสั้นๆ

ลองหยิบมาอ่านกันก็ไม่น่าจะเสียเวลาอะไร

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

รหัสลับหลังคาโลก ส่วนผสมแปลกตาของนิยายจีนแปลไทย

12056890ผมเริ่มอ่านรหัสลับหลังคาโลกเพราะว่าแฟนผมซื้อมา แล้วก็บอกว่าไม่สนุก วางทิ้งไว้หลายเดือน จนกระทั่งผมเห็นว่าเอามาลองอ่านฆ่าเวลาดีกว่า เนื่องจากตอนนั้นอ่านแนวอื่นๆที่มีจนเบื่อไปหมดแล้ว

พอได้เริ่มอ่านเล่ม 1 กลิ่นไอการผสมผสานระหว่างอินเดียน่า โจนส์, เพชรพระอุมา และ  นิยายจีนกำลังภายใน ก็มาผสมปนเปกันหมด แต่มันก็มาโดนใจผมจนทำให้ต้องรีบออกไปซื้อเล่มที่เหลือมาโดยพลัน ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นไปซื้อมาจนถึงเล่ม 6 เลย และอ่านกันรวดเดียวจบในเวลาไม่กี่วัน

เหตุที่แปลก อาจจะเพราะว่านิยายจีนแนวนี้ ไม่ค่อยได้เข้ามาแปลในไทยเท่าไร ที่ผมเองรู้จัก ก็เรื่องนี้เรื่องแรกเลยด้วยซ้ำ

เรื่องราวเล่าไปถึงการผจญภัยตามหา กิเลนม่วง ซึ่งเป็นสัตว์หายากในตำนาน จากจุดนั้นการเดินทางก็ขยายวงไปสู่การตลามหา พาปาลา หรือ แชงกรีล่า ที่คนต่างเฝ้าคนหากันนั่นเอง

หากว่าคุณพนมเทียนจะให้จิตนาการว่าแผ่นดินไทยจะมีป่าลึกลับที่ทอดยาวเข้าไปทางพม่าถึงทิเบตอะไรเทือกนั้น ที่ราบทิเบตจะมีแผ่นดินลับๆซ่อนอยู่อีกสักแห่งคงไม่ใช่เรื่องแปลก

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

ยิ่งมีดคม คุณก็จะยิ่งเสียน้ำตาน้อยลง

880773เป็นชื่อของหนังสือ Chic Novel เล่มล่าสุดที่ผมอ่านไป หมวดหนังสือหนึ่งที่ผมชอบอ่านมากๆ แม้จะดูสาวๆมากๆก็คือ หมวดนี้แหละครับ

เหตุผลที่ชอบเพราะว่า มันเป็นนิยายที่มักจะมีมุมมองคนละด้านกับผู้ชายอย่างเราโดยสิ้นเชิงเลยน่ะซิครับ มันทำให้เราได้เห็นอะไรในมุมแปลกๆที่บางทีเราคิดไม่ถึง

เรื่องราวของ The Sharper Your Knife, the Less You Cry: Love, Laughter, and Tears at the World's Most Famous Cooking School เล่าถึงชีวิตจริงของแคทลีน ฟลินท์ หญิงสาววัย 36 ปี ที่ถูกอัปเปหิออกจากบริษัทอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แต่เธอกลับคว้าโอกาสนี้มาฉวยเป็นโอกาสไล่ตามความฝันตั้งแต่วัยเด็กคือการเข้าเรียนทำอาหารที่ เลอ กอ ดง เบลอ โรงเรียนสอนทำอาหารระดับโลก

เธอต้องพลิกชีวิตจากพนักงานออฟฟิซที่เคยประสบความสำเร็จ มากลายเป็นนักเรียนอีกครั้ง

เรื่องราวหลังผ้ากันเปื้อน คมมีด และ กระทะ ที่มีฉากหลังเป็นนครต้องมนต์ ปารีส จะทำให้คุณยิ้มไม่หุบตลอดเวลาที่ตัวหนังสือได้ไหลผ่านตาไปอย่างแน่นอน…

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

สัจจนิยมนวนิยาย จากมาเฟียบู๊ลิ้ม

1331026493

“คนเมื่อไม่มีเงินทอง สมองนึกถึงแต่ขนมเปี๊ยะช่วยให้อิ่มท้อง ไม่ว่าศีลธรรมจรรยา ตลอดจนมารยาทธรรมเนียมใดล้วนไม่คำนึงถึง แต่พอมีเงินมีอำนาจ ก็เริ่มใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ไม่คำนึงนึกถึงมาก่อน”

จาก มาเฟียบูู๊ลิ้ม เล่ม 8

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

Empress Orchid - หลังบัลลังก์ยังมีความลับ…

ได้เริมรู้จักงานของอันฉี หมินจากร้านหนังสือมือ 2 ร้านประจำ เพียงเพราะอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศของการอ่านหนังสือที่ติดแฟนตาซีในช่วงนี้ มาเป็นดราม่าพีเรียดหนักๆที่อิงประวัติศาสตร์ดูบ้าง

139254ซึ่งเรื่องที่หยิบมานั้น ก็คือ ราชินี ดอกกล้วยไม้ ซึ่งแปลมาจากต้นฉบับภาษอังกฤษที่ชื่อว่า Empress Orchid

ครั้งแรกที่ผมได้ลองเสพย์ตัวหนังสือเพียงไม่กี่บรรทัดของหนังสือเล่มไม่บาง ไม่หนาเล่มนี้นั้นก็รู้เลยว่า หนังสือเรื่องนี้คือสิ่งที่จะวางไปไม่ลงไปอีกหลายวัน

อันฉี หมิน ไม่ได้ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด

เรื่องราวประวัติศาสตร์ครั้งนี้ถูกเล่าผ่านตัวตนของกล้วยไม้ เด็กสาวที่มีสายเลือกมองโกล
ซึ่งมีโอกาสได้ถวายตัว และกลายมาเป็นจักรพรรดินีชื่อก้องโลก

ซึ่งในมุมมองที่ผมมีต่อพระนางซูสีนั้น
ค่อนข้างเลือนลางมาก จำได้เพียงแต่ว่า
เคยดูภาพยนตร์ซึ่งแสดงโดย หมี เซี๊ยะ? (หรือเปล่า จำไม่ได้เท่าไร)
เพียงแค่นั้น

ด้วยการถ่ายทอดมุมมองใหม่ๆทำให้บรรยากศอีกแบบหนึ่งจากที่เคยได้ยินได้ฟังมา
ซึมซับและชวนติดตามจนยากจะหยุด

การเมืองในวัง การแก่งแยงชิงบัลลังก์ การเปิดประเทศ เป็นเรื่องราวที่น่าติดตาม

กล้วยไม้บอกเล่าเรื่องในมุมมองของเธอ ซึ่งแตกต่างจากเรื่องราวที่เคยได้ยินเกี่ยวกับเธอจากประวัติศาสตร์ฉบับอื่น

หากเพื่อนๆมีความสนใจในช่วงยุคต่อของการเปลี่ยนการปกครองของจีน
และประวัติของซูสีไทเฮา ผู้เลอโฉม และโหดเหี้ยม

คงผ่าน ราชินีดอกกล้วยไม้ไปไม่ได้...

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

มาเฟียบู๊ลิ้ม - การเดินทางของเรื่องราวครึ่งทาง

ครั้งแรกที่มีโอกาสได้หยิบมาเฟียบู๊ลิ้มมาอ่านนั้น เป็นเพราะว่าไม่รู้จะเอาอะไรมาอ่านก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากว่าตอนนั้นผมได้อ่านนิยายตะวันตกซะจนอิ่มแปล้ และเริ่มเลี่ยนกับรสชาติ ผนวกกับได้อ่าน รหัสลับหลังคาโลก ในช่วงนั้นพอดี ทำให้มีความรู้สุกเอาเองว่า อยากจะหา “บู๊เฮี๊ยบ” มาอ่านสักเรื่อง

เหลียวซ้ายแลขวาที่มีอยู่ในบ้านก็ผ่านตาซะจนเบื่อ เลยทดลอหยิบมาเฟียบู๊ลิ้มมาชิมรส

109

หลังจากได้อ่านคำเปรยของสำนักพิมพ์ที่เขียนเอาไว้อย่างได้อรรถรสว่า

“ มาเฟียบู๊ลิ้ม ”  เป็นผลงานนวนิยายกำลังภายในของเชวียเยี่ยอู๋ถง  นักเขียนหน้าใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่สร้างปรากฏการณ์  ตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก  ทั้งชุดมี 10 เล่ม   สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์จัดพิมพ์ จัดจำหน่าย โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทประพันธ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
 
      เรื่องราวเล่าถึง  หวังเทียนอี้ ศิษย์ผู้ไม่มีความโดดเด่นของสำนักชิงเฉิง ทั้งได้รับการจัดอันดับเป็นกลุ่มล่างสุดของสำนัก  หากแต่ในวันหนึ่งเขากลับพบว่า  วิชาการต่อสู้ของสำนักชิงเฉิงนั้น   ล้วนรุ่มร่ามและไร้ประโยชน์  เขาจึงแอบแผ้วถางเส้นทางการฝึกวิชาบู๊สายใหม่ให้แก่ตัวเองโดยที่คนในสำนักก็ไม่ทราบ และกลายเป็นปฐมบทแห่งเรื่องราวมาเฟียบู๊ลิ้ม
 
      จุดเด่นที่แท้จริงและดีเลิศของนวนิยายเรื่องนี้  คือความสมจริงของเนื้อหา   ตั้งแต่วิธีการฝึกปรือวิชา   เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างค่ายพรรค และสำนัก  ตลอดจนไปถึงเรื่องราวของเงินทองที่ทุกอย่างในเรื่องล้วนแต่มีราคาค่างวดทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่า จอมยุทธ์ในเรื่องนี้ไม่ได้ใช้จ่ายเงินราวสายน้ำ เช่น นวนิยายกำลังภายในเรื่องอื่นๆ  เงินทุกตำลึงล้วนมีที่มาและที่ไปชัดเจน 

โดยภาพรวม มาเฟียบู๊ลิ้ม  จัดเป็นนวนิยายกำลังภายในที่แปลกแหวกวงการ  โดดเด่นไม่ซ้ำใคร หากแต่ยังคงมีกลิ่นอายของนวนิยายกำลังภายในชั้นดีอย่างครบถ้วน  คอนวนิยายกำลังภายในทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
 
หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่โหดร้ายของชาวยุทธจักรที่ต้องใช้เลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อครอบครอง  แต่เป็นนวนิยายที่ฉายภาพแห่งความจริงต่างจากนวนิยายบู๊ลิ้มเรื่องอื่นๆ 

“ ผมรู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสได้อ่านนวนิยายกำลังภายในแนวสัจนิยมซึ่งหาได้ยากยิ่ง  แม้ผู้ประพันธ์จะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากนิตยสารรายปักษ์ และอินเตอร์เน็ตก่อนจะมารวมพิมพ์เป็นเล่ม   จึงขอให้เพื่อนนักอ่านชาวไทยได้ทดลองสัมผัสรสชาติแปลกใหม่ในอีกแบบหนึ่ง  “  ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ผู้เขียนคำนำเสนอ ”
 
      หากท่านเป็นแฟนพันธุ์แท้นวนิยายกำลังภายใน นี่คืออีกหนึ่งยอดผลงานที่ท่านคู่ควรมีไว้ในครอบครอง
 

ก็เลยอยากหยิบยกมาลองอ่านดูว่า คำโฆษณานั้น จะเป็นจริงเท่าไหน พอได้ทดลองอ่านแล้ว ยอมรับว่า แม้จะไม่เลิศเลอมากมาย แต่ก็ทำให้ไม่อาจวางได้โดยง่าย

จุดที่ผมชอบในนวนิยายเรื่องนี้เลย ก็คงคล้ายกับคำบรรยายของสำนักพิมพ์ที่ว่า… “จอมยุทธ์ในเรื่องนี้ไม่ได้ใช้จ่ายเงินราวสายน้ำ”

และประเด็นเหล่านี้มันทำให้ความสมจริงปรากฎขึ้นทันทีที่อ่าน จะบริหารสำนักได้ ก็ต้องมีเงิน จะทองยุทธภพได้ก็ต้องใช้เบี้ยหวัด ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้ก็เคยมีใน 18 อรหันต์ทองคำของ Giddens มาแล้ว แต่ยังไม่จริงเท่าในมาเฟียฯ

แม้จะเป็นยอดยุทธอันดับหนึ่งในแผ่นดิน ก็มิอาจไม่เลี้ยงดูค่ายสำนัก และหากต้องเลี้ยงดูค่ายสำนักก็ต้องมีเงิน!!!

แม้แต่การซื้อยอดวิชาก็ต้องใช้เงินตราทั้งนั้น

เมื่อผมได้เริ่มอ่านไปจนถึงครึ่งทาง คือ 5 เล่ม จาก 10 เล่มแล้ว ก็ยอมรับว่ามันเป็นรสชาติแปลกใหม่ที่อยากเชิญชวนให้เพื่อนๆนักอ่านได้มาทดลองอ่านกันจริงๆ!!!

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

Pendragon : The Reality Bug ในโลกเสมือนที่สมบูรณ์แบบ

ร้างราจากการอัพเรื่องราวเพื่อเป็นบทบันทึกของตัวเองเสียนาน

ร่วมเดือนได้ เพราะงานอะไรหลายๆอย่างทั้งต้นฉบับ ลูกค้าใหม่ และงานแปล
อย่างไรก็ตาม ก็กลับมาแล้วในวันนี้

การเดินทางของ บ๊อบบี้ เริ่มเดินทางมายาวไกลเกือบถึงครึ่งทางเสียที
หลังจากการเอาตัวรอดในยุคที่นิวยอร์คมีมาเฟียครองเมืองในโลกที่ 1

บ๊อบบี้กระโดดข้ามยุคมาสู่โลกใบใหม่ที่ทันสมัยอย่างที่โลกที่ 1 เทียบไม่ได้โดยเด็ดขาด
โลกใบใหม่ ดินแดนแห่งนี้ชื่อว่า วีล๊อกซ์ จะว่าไปก็ทันสมัยซะจนบ๊อบบี้แทบจะปรับตัวเข้าไม่ได้เลย

เพราะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้นั้น
ล้วนแต่เสพย์ติดกับการเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนที่พวกตนสร้างขึ้น
จนละทิ้งการใช้ชีวิตอยู่ในโลกจริงๆเสียนี่!

และเหตุการณ์เหล่านี้ก็คือ จุดเปลี่ยนที่ วีล๊อกซ์ กำลังเผชิญอยู่
เมื่อคนทุกคนละทิ้งการงานจริงๆมุ่งแต่จะเข้าไปอยู่ในโลกที่คล้ายดั่งฝัน

บ๊อบบี้ได้เข้าไปพบนักเดินทางแห่งโลกนี้ด้วยความสับสน พร้อมทั้งต้องพยายามหาว่าจุดเปลี่ยนที่แท้จริงของดินแดนนี้เป็นอย่างไร

ผ่านการผจญภัยเข้าไปในโลกเสมือนเหล่านั้นด้วยตัวเอง
จนเกือบเอาตัวไม่รอด
แถมยังต้องไปพบกับความทรงจำของตัวเองที่เกือบจะลืมไปแล้ว

คงต้องเอาใจช่วยบ๊อบบี้ต่อว่าเขาจะผ่านพ้นเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้ยังไง!!!

จนทำให้เมืองของพวกตนรกร้าง และเต็มไปด้วยความว่างเปล่า

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

Pendragon : The Never War - สงครามนิรันดร์

จากการเดินทางในเล่มที่ 2 ของ Pendragon เขาได้ค้นพบถึงความลับยิ่งใหญ่ในโลกแห่งน้ำอย่างคลอรัล และกอบกู้เหตุการณ์ร้ายของ เซนต์เดน ที่ต้องการจะเปลี่ยนดินแดน จากหมู่เกาะแสนสงบ ไปเป็นดินแดนที่แตกแยก

ในเล่ม 3 นี้ บ๊อบบี้ มีโอกาสที่ได้เดินทางกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง เสียเพียงอย่างเดียวว่า โลกที่บ๊อบบี้ ได้เดินทางกลับมานั้น มันคนละยุคกับที่บ๊อบบี้จากไปน่ะซิ เพราะเขาต้องกลับไปที่โลกที่ 1 ซึ่งเป็นยุคช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

อดีตไกลจากยุคปัจจุบันที่บ๊อบบี้อยู่

ครั้งนี้บ๊อบบี้ต้องผ่านเหตุการณ์สำคัญ และการติดสินใจที่ว่า จะช่วยคน แล้วต้องเปลี่ยนประวัติศาสตร์ หรือว่าจะไม่เปลี่ยนประวัติศาสตร์แต่ต้องทนเห็นคนนับร้อยตายจากไป

นับเป็นทางเลือกที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของบ๊อบบี้

ในเล่มนี้บ๊อบบี้ยังจะได้เจอเพื่อนเก่าของลุงเพรส ผู้ซึ่งเป็นผู้ติดตามแห่งโลกที่ 1 แถมยังต้องเสียแหวนนักเดินทางไปอีกด้วย

ต้องมาติดตามกันแล้วว่าบ๊อบบี้จะเอาตัวรอดไปได้ยังไง :D

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

Pendragon : The Lost City of Faar จากดินแดนยุคกลางดำดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทรลึกลับ

หลายวันก่อนได้เขียนถึงความปลาบปลื้ม และความตื้นตันเมื่อได้หยิบเล่มจบของซีรีย์นี้มากจากแผงหนังสือในงานหนังสือ

ผ่านมาจนวันก่อนผมมีโอกาสได้อ่านเล่ม 10 ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายจนจบครบถ้วนกระบวนความ
ใน blog ก่อนนั้น ผมได้เขียนไว้ว่าจะเล่าเรื่องของซีรีย์นี้ให้สมบูรณ์ แต่ก็ยังไม่ได้เขียน และยังเอาความประทับใจ (ที่ไม่ดี) เกี่ยวกับนเรศวรภาค 3 มาเล่าสู่กันฟังตัดหน้าไปซะอีก

อย่างไรก็ดี วันนี้จะขอมาเขียนเป็นบันทึกเตือนความจำของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องราวในซีรีย์ Pendragon ในเล่มที่ 2 ที่มีชื่อตอนว่า The Lost City of Far เพื่ดำเนินการเดินทางของ Bobby Pendragon ให้ก้าวหน้าไปอีกนิดหนึ่ง

ในเล่มนี้ Bobby Pendragon ได้เดินทางไปในดินแดนแห่งใหม่ ซึ่งเป็นโลกที่แตกต่างไปจากเดนเดอรอน ดินแดนที่มีกลิ่นอายของยุโรปยุคกลางอย่างสิ้นเชิง โดยจุดหมายครั้งนี้ของ Pendragon ก็คือโลกที่ชื่อว่า คลอรัล ดินแดนที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยทะเล อารมณ์เดียวกับ Water World ก็ไม่ปาน

การเดินทางครั้งใหม่นี้ Bobby ได้พบกับเพื่อนใหม่ หลังจากสูญเสียบุคคลสำคัญไปในภาคที่แล้ว ภารกิจของ Bobby ยังเป็นการหาทางยับยั้งแผนชั่วของเซนต์เดน ตัวร้ายของเรื่อง

Bobby ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเขาต้องเริ่มตัดสินใจอะไรอะไรด้วยตัวเอง แถมยังต้องเป็นผู้นำให้กับนักเดินทางคนใหม่แห่งคลอรัล

การเดินทางครั้งใหม่นี้พา Bobby ให้เดินทางผ่านเกาะกลางน้ำที่ลอยล่องแห่งคลอรัล และดำดิ่งไปสู่ศูนย์กลางแห่งมหาสมุทรแห่งฟาร์...

หลังจากอ่านผ่านไปแล้ว ผมเองก็รู้สึกว่า Bobby นั้นโตขึ้น รวมถึง D.J. Machale ผู้เขียนเองก็เช่นกันที่เติบโตไปสู่การเป็นนักเขียนที่มีฝีไม้ลายมือมากขึ้น

วันพรุ่งนี้มาติดตามการเดินทางของ Bobby กันต่อดีกว่า...

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 3 ยุทธนาวี

"มองอย่างผู้ดู... ผมว่าหนังมีเรื่องเล่ามากเกินไป"

ผมใจจดใจจ่อในการอยากดูหนังเรื่องนี้มากอยู่ในระดับหนึ่ง มากที่สุดในเดือนนี้เลยก็ว่าได้
จึงพยายามรีบจัดแจงหลายๆสิ่งให้เรียบร้อย (บ้าง ไม่เรียบร้อยบ้าง) เพื่อไปจัดจองที่นั่งในโรงภาพยนตร์ ฉลองการเข้าฉายวันแรก

ยอมรับว่าดูเพลินดี สนุกสนาน มีฉากตื่นตาพอตัว
มีฉากตลกสอดแทรกอย่างหนังไทยทั่วไป

และก็ยาวได้อย่างสมใจที่รอคอย

แต่โดยส่วนตัวแล้ว
ผมมองว่าเป็นเพราะผู้สร้าง คิดจะให้มันเป็นภาคคู่หรือเปล่า?
จึงพยายามใส่เรื่องราวที่เยอะมาก
ตัวละครใหม่ๆที่โผล่มาเข้าฉากอีกหลายตัว

และความสัมพันธ์รูปแบบแปลกๆของเหล่าตัวละครในเรื่อง...

ซึ่งมันเหมือนเป็นการเกริ่น และยังไม่ได้เฉลย
มันเลยเหมือนว่ามีเรื่องที่จะบอกเยอะซะเหลือเกิน

ผมชอบภาค 2 มากกว่า
และก็คิดไปวส่าจะได้เห็นยุทธหัตถีที่ภาคนี้

เลยผิดหวังกับความรู้สึกแปลกในหนัง...

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

Pendragon : 5 ปีที่เรารู้จักกัน จากพ่อค้าแห่งความตาย สู่ทหารหาญแห่งฮัลลา

5 ปีที่แล้ว ราวๆ พศ.2549 ผมมีโอกาสได้หยิบหนังสือแปลเล่มหนึ่งมาจากบูทที่ผมไม่รู้จักหรอกบูทหนึ่งในงานหนังสือ

ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นช่วงเดือน ตค. ปีนั้น
ผมเป็นคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆอยู่แล้ว และตัดสินซื้อหนังสือจากคำโปรย

หลังจากได้อ่านหนังสือเรื่อง "เพนดรากอน - พ่อค้าแห่งความตาย" ซึ่งเป็นเล่ม 1 ของมหากาพย์นิยายเรื่องหนึ่งสำหรับผม

บูทหนังสือที่ผมไม่เคยรู้จัก กลายมาเป็นบูทที่ผมต้องเดินไปหาในงานเป็นบูทแรกๆเสมอๆ
บูทแห่งนั้นคือบูทเรือนปัญญา

จากฉบับแรกที่ผมอ่านนั้น ผมเฝ้ารอดูการเติบโตของ Pendragon ตัวเอกของเรื่องมาตลอดในงานหนังสือทุกๆครั้ง เพราะแต่ละเล่มจะออกในงานหนังสือแต่ละครั้ง ซึ่ง 1 ปีมีงานเพียง 2 ครั้งเท่านั้น

เป็นการรอคอยที่ยาวนานเหลือเกิน

แต่การรอคอยของผมวันนี้มามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
เพราะเล่ม 10 นั้น อยู่ในมือของผมแล้ววันนี้

ความปลาบปลื้มบางอย่างมันหลั่งไหลออกมา
ผมไล่อ่านมันอย่างใจจดใจจ่อ
และซึมซับกับการเดินทางของ Pendragon ที่ยาวนานเหลือเกิน

จนตัดสินใจว่า 10 blog จากนี้ ก็คือมหากาพย์การเล่าเรื่องการเดินทางของ Pendragon อย่างย่อ
และเป็นการเล่าความทรงจำที่แสนปลาบปลื้ม

เริ่มแรกเลยนั้น Pendragon ก็เป็นเด็กหนุ่มวันมัธยมคนหนึ่ง
ที่มีความอยากเด่นอยากดัง และ อยากมีความรักเหมือนกับหนุ่มๆวัยเดียวกันทั่วไป

แต่วันหนึ่ง เหตุการณ์แปลกๆก็เกิดขึ้นกับเขา
เมื่อลุงเพรส คุณลุงญาติสนิทของเขาได้เข้ามาในชีวิต

พร้อมกับชวนเขาให้เข้าสู่การเดินทางไปสู่การผจญภัยที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ผ่านประตูมิติที่เรียกว่า ฟลูม

ฟลูมได้เชื่อมโยงโลกหลายๆดินแดนเข้าด้วยกัน
ดินแดนแรกที่ Pendragon ได้เข้าไปก็คือ เดนเดอรอน ดินแดนที่มีบรรยากาศคล้ายๆกับยุโรปยุคกลาง
ดินแดนแต่ละแห่งที่ Pendragon ต้องไปนั้น กำลังเผชิญกับ จุดเปลี่ยน
ซึ่งจะนำดินแดนไปสู่การสูญสิ้น หรือล่มสลาย
ผู้อยู่เบื้องหลังของการสร้างจุดเปลี่ยนเหล่านี้ก็คือ เซนต์เดน ตัวร้ายของเรื่อง

ซึ่ง เซนต์เดน ก็กลายมาเป็นศัตรูตัวฉกาจที่คอยเข้ามาขัดขวาง Pendragon อยู่ตลอด

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวไกลของ Pendragon ครับ

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

Coppelion : สามนางฟ้าผ่าโลกนิวเคลียร์ - ฤาเมื่อโลกจะถึงกาลอวสาน

กะว่าจะกลับมาอัพ blog นี้อยู่หลายวัน
แต่งานที่เข้ามามากมายในช่วงนี้ ทั้งโปรเจคใหม่ๆ งานแปล และงานเขียน
ก็ทำให้หัวปั่นกันไปใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น Laptop คู่ใจก็ดันถูกนำไป Format เนื่องจากความหน่วงซึ่งเกิดจากอายุการใช้งานที่ยืนยาวอยู่พอตัว

อีกทั้งไอ้เรื่องการติดตามข่าวสารจากแผ่นดินไหว ซึนามิ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่ว
อีกมากมาย ทำให้หาเวลามาเขียน blog นี้ไม่ได้จริงๆ

พอมานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นนี้ ก็พาลทำให้ผมนึกถึงการ์ตูนเรื่อง Coppelion : สามนางฟ้าผ่าโลกนิวเคลียร์ ซึ่งมีเหตุการณ์ละม้ายคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นมนตอนนี้เสียเหลือเกิน

เริ่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ในโตเกียว จนส่งผลให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รั่วไหลออกมา
จนก่อให้เกิดมลภวะอย่างรุนแรงไปทั้งเขตโตเกียว

ชาวบ้านทั้งโตเกียวจึงต้องอพยพย้ายออกมาจากโตเกียวจนหมด
เพียงแต่ว่า ก็ยังคงมีคนส่วนหนึ่งที่ยังไม่ยอมหนีออกมาจากเขตหายนะนั้น

จนกระทั่ง 16 ปีผ่านมา คนพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า Coppelion ซึ่งถูกสร้างด้วยเทคนิควิศวพันธุกรรมให้มีภูมิคุ้มกันต่อกัมมันตภาพรังสีก็ได้ถูกส่งเข้ามาเพื่อตามหาผู้รอดตายจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

พวกเธอต้องเผชิญกับระบบนิเวศที่เกิดใหม่หลังจากเมืองถูกรกร้าง และความลับอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในซากเมืองโตเกียว

ความคล้ายคลึงเหล่านี้ ทำให้ผมแอบหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นตอนนี้เสียจริง!!

ปล.วันนี้เป็นวันแรกของงานหนังสือปี 53 ครับ

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

คัยโอขิ พลิกตำนานจ้าวสมุทร : สายลม แสงแดด และ การล่องเรือในมหาสมุทรเวิ้งว้าง...

"เพราะว่าขี้เกียจ วันนี้เลยจะขยันมากๆ เพื่อว่าวันหน้า จะได้ขี้เกียจได้อย่างเต็มที่"...
เป็นคำพูดที่ดูมีความมั่นใจในตัวเองอย่างไรไม่รู้
คำพูดนี้เป็นคำพูดของ ฟาน กัมมะ บิเซ็น ตัวเอกของเรื่อง คัยโอขิ
การ์ตูนเรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่งที่ผมรอคอยติดตามอย่างเหนียวแน่น

จะว่าไปตอนนี้ ญี่ปุ่น เกิดหายนะครั้งใหญ่ ทั้งแผ่นดินไหว คลื่นซึนามิ
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด...

คอการ์ตูนหลายๆคน คงแอบคิดกันในใน ว่านักเขียนคนโปรดจะโดนผลกระทบอะไรจากเหตุการณ์นี้บ้างมั้ย

อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้กับชาวญี่ปุ่นที่โดนวิกฤตครั้งนี้ ให้ผ่านพ้นความยากลำบากครั้งใหญ่นี้ไปให้จงได้

กลับมาสู่เรื่องของเรา คัยโอขิ เป็นการ์ตูนที่ผมไม่เคยคิดจะหยิบมาอ่าน
พอซื้อมา ก็แอบรู้สึกเสียใจว่ากูซื้อมาทำไม
จำได้ว่าครั้งนั้นผมซื้อมาพร้อมกันถึง 15 เล่ม
เพราะได้ยินว่ามันดีนักดีหนา

แต่พอเปิดอ่านไปเล่ม สองเล่มแรก
ก็เบื่อ และรู้สึกผิดหวังอยู่ในระดับหนึ่ง...

แต่พออ่านไปๆ
ความล้ำลึกของเนื้อหาเริ่มสร้างสายสัมพันธ์ประหลาดให้ผมติดตามอ่านอย่างใจจดใจจ่อ

เนื้อหาของคัยโอขิว่าด้วยเรื่องราวของชนเผ่าทะเล (ที่จะว่าไปก็คล้ายๆกับ Water World)
ที่ครอบครองมหาสมุทรทั้งโลก และเป็นชนเผ่าที่ทั้งโลกต่างก็ให้ความเกรงขาม

ฟาน กัมมะ บิเซ็น ก็เป็นชาวเผ่าคนหนึ่งที่เข้าร่วมชิงชัยการเป็นผู้นำเผ่าคนใหม่ หรือตำแหน่งที่เรียกว่า "เจ้าสมุทร"

การเดินทางของเขาจึงเริ่มต้นขึ้นจากจุดนี้
ความเด่น และความแหวกแนวของการ์ตูนเรื่องนี้คงไม่พ้น การให้รายละเอียดเกี่ยวกับการล่องเรือที่การ์ตูนเรื่องอื่นคงให้รายละเอียดเทียบเท่าได้ยาก
และการสร้างโลกใบใหม่ (โดยส่วนตัวผม ผมว่ามันเป็นโลกอนาคต ประมาณว่าหลังจากสงครามนิวเคลียร์อะไรแบบนั้น) พร้อมกับระบบสังคมแบบใหม่ขึ้นมา

หากเรียกรูปแบบของการ์ตูนแบบนี้ว่าเป็นแบบไหน
ผมคิดว่ามันเป็นแบบ Slow Starter คือยิ่งอ่านยิ่งมันส์!!!

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

kafka on the shore : คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ - Haruki The Man!!!

ผมเข้าใจว่า นี่คือ นิยาย มูราคามิ เล่มแรกที่ผมรู้จัก
และนี่คงเป็นจุดแรกที่เรียกว่าผมได้รู้จักกับนิยาย Post Modern

ความแปลกประหลาดเป็นคำจำกัดความที่ผมยกให้เป็นคำจำกัดความสำหรับนิยายเรื่องนี้
แต่ความแปลกประหลาดของตัวหนังสือ ก็ไปกันได้อย่างลงตัวกับบรรยากาศเหนือจริงของ Kafka on the Shore

มูราคามิ สร้างตัวละครที่ขาดอะไรบางอย่างให้โลดแล่นอยู่ในเนื้อเรื่อง
แต่ละคนขาดบางสิ่งที่จะเติมเต็มชีวิต เป็นเหล่าคนที่มีรูโหว่
เป็นคนที่มีความเหงาเป็นองค์ประกอบหลักของชีวิต

...นี่เป็นรูปแบบที่โดดเด่นของนิยาย มูราคามิ
ตัวละครที่แปลกแยก เดินสวนกับสังคมอยู่อย่างโดดเดี่ยว
การมาพานพบที่แปลกประหลาด เพื่อจะมีความสัมพันธ์ที่เหนือจริงระหว่างกัน

จากหน้าแรก ถึง หน้าสุดท้ายของ Kafka
ผมสมัครใจกลายเป็นแฟนของ มูราคามิ ในทันที
ราวกับว่า นี่คือสิ่งเติมเต็มชิ้นหนึ่งที่ผมขาดอยู่เช่นกัน...

สำนวนการแปลของคุณนพดล เวชสวัสดิ์ ก็มีกลิ่นอายที่เข้ากันได้ดีกับนิยายของ มูราคามิ อย่างอธิบายไม่ได้

เนื้อเรื่องเล่าถึง นาคาตะ ชายแก่ประหลาดๆที่มีความสามารถแปลกๆ พูดกับแมวได้
การร่วมเดินทางของ นาคาตะ กับ โฮชิโนะ คนขับรถบรรทุกที่จับผลัดจับผลูมาเดินทางร่วมกับ นาคาตะ

ประกอบไปด้วยเรื่องราวที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศแปลกของตัวละครที่โผล่เข้ามาทั้ง บรรณรักษณ์ ที่สับสนทางเพศ หรือมิสซาเอกิที่หยุดอายุตัวเองอยู่ที่ 20 และท้ายที่สุดก็คือ คาฟคา เด็กหนุ่มอายุ 15 ที่หนีออกจากบ้านและชอบการออกกำลังกาย...

เมื่ออ่านจบแล้ว
ผมเองรู้สึกว่า นิยายเรื่องนี้มันยังไม่จบ
แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวของตัวละครต่างๆ
เหมือนกับว่าพวกเขามีชีวิต
และยังคงดำเนินชีวิตอยู่ในโลกของ มูราคามิ ตลอดไป...

“…ขอให้เธออย่าลืมฉัน ถ้าเธอจำฉันได้ตลอดไป ฉันไม่สนใจว่าใครจะลืมฉันไปบ้าง”

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

The Hitchhiker's Guide to the Galaxy : บ้า ฮาป่วง ระดับทะลุดาราจักร

"มันคงจะเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าบ้านของเราถูกเวณคืนเพื่อไปทำทางด่วน...
แต่มันคงไม่ใหญ่เท่ากับว่า โลกของเรากำลังจะถูกเวณคืนเพื่อทำทางด่วนจักรวาล!!!"

นี่คือเนื้อหาป่วงๆกวนตับให้ปวดของ "คู่มือท่องกาแล๊คซี่ฉบับนักโบก" หนังสือที่ขายดีที่สุดในจักรวาล
ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 1979 ก็นานเอาเรื่องอยู่ แต่ผมพึ่งได้มาหยิบจับเอาจริงๆก็ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้

เคยได้ดูภาพบนยตร์ซึ่งสร้างมากจากหนังสือเล่มนี้
ก็ฮาปวดตับแบบเซลล์สมองกระตุกมาที

พอมาอ่านบทนำ มีแต่คนยืนยันว่า
ตัวหนังนั้น เทียบเท่าไม่ได้เลยกับตัวหนังสือ

พอลองเปิดอ่านดู ก็รู้ว่า Douglas Adams ผู้เขียน เป็นไอ้ตัวป่วงจริงๆ!!!

เพราะลีลาการเขียนของพี่แกนั้น
"มันไม่มีสาระแบบมีสาระ"

มันมีเรื่องราวบอกเล่าของตัวมันเองอย่างเสร็จสรรพ์
แต่ก็หาที่มาที่ไปไม่ได้เลย

ยิ่งมาได้สำนวนแปลของคุณแทนไท ประเสริฐกุล
ผู้แปลที่ดูป่วงพอกันแล้ว
ผมยกให้หนังสือเล่มนี้เป็นของดีประจำเดือนของผมเลย

The Hitchhiker's Guide to the Galaxy เป็นเล่มแรกจาก มหากาพย์ 5 เล่ม
ซึ่ง 4 เล่มแรกนั้น พี่  Adams แกเขียนเอง
แต่แกด่วนลาโลกไปก่อน จึงทำให้นักเขียนอีกท่านผู้รักในผลงานชุดนี้เหลือเกิน
มาขอสานต่อความป่วงให้มันหนักหนาขึ้นในเล่ม 5
นักเขียนที่ว่านี้ก็คือพี่ Eoin Colfer นักเขียนคนโปรดอีกคนของผม
เจ้าของผลงาน Series Artemis Fowl ซึ่งมีแนวที่แปลกไปอีกแบบไม่แพ้กันเช่นกัน

ถ้าใครชอบงาน กวนๆ มุมมองแปลกๆบูดๆเบี้ยวๆของจักรวาล
ไปลองสอยมาอ่านกันครับ ฉบับเมืองไทยพิมพ์โดย Pearl Publishing ซึ่งหาได้ไม่ยากนักในงานหนังสือ ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้

ขอฝากไว้ก่อนอ่านครับ

"Don't Panic"

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

มหากาพย์ภูผามหานที : ภาคปฐมบทผู้กล้า

ผมเป็นแฟนนิยายจีน บู๊ เฮี๊ยบ อย่างเหนียวแน่น
อ่านเรื่องดังครบถ้วนทุกเรื่อง
ถกเถียงเรื่องหลักวิชาอยู่เป็นครั้งคราว

และยกสำนวนของ โกว เล้ง มังกรเมรัย
เป็นปรมาจารย์

หาใช่ว่าเดียจฉันท์งานประพันธ์ของท่านอื่น
แต่หนักชอบไปทางสำนวน และการต่อสู้แนวโกว เล้ง มากกว่า

โตมาหลังจากได้เสพย์งานของ โกว เล้ง และ กิม ย้ง ผ่านทาง
ละครโทรทัศน์เสียส่วนมาก

ผมก็ได้เริ่มมารู้จัก หวง อี้ จอมเทพอักษราแห่งบูรพาทิศ
ผ่านทางหนังสือการ์ตูนฮ่องกง ที่เข้ามาตีพิมพ์โดยบูรพัฒน์

จากนั้นก็เริ่มติดตามผลงานของนักเขียนคนอื่นๆมาเรื่อยๆ

จนได้มาพบกับ เฟิง เกอ (บทเพลงแห่งหงส์) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นใหม่
ของมุมมองการอ่านนิยายจีนของผม

เพราะ เฟิง เกอ เอาสิ่งที่ดูแปลกแยกจาก บู๊ เฮี๊ยบ มาเรียงร้อยลงไปในตัวอักษรอย่างลงตัว
ทั้งเรื่องของการนำเอาหลักคณิตศาสตร์มาผนวกกับแผนภาพ ปา กั๋ว

ก่อเกิดวิทยายุทธมหัศจรรย์พันลึกกว่าที่เคยทีจากนิยายจีนเล่มไหนที่ผมอ่าน

ภาคปฐมบทผู้กล้า เป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ชุดนี้ ซึ่งมีความยาวเพียง 1 เล่มจบ

เล่าถึงเรื่องราวก่อนกำเนิดของตัวเอกในภาค 2 และเริ่มปูเกริ่นแนวทางวิชาต่างๆเอาไว้
พร้อมทั้งการผูกพันธ์บุณคุณความแค้นที่ล้ำลึกไปสู่ภาค 2

แนวเขียนของ เฟิง เกอ จะหนักไปทาง กิมย้ง มากกว่า โกว เล้ง
นุ่มนวลกว่า ละมุนกว่า

แต่จุดเด่นสำคัญคือเรื่องของยุทธจักรที่แหวกแนวจากเรื่องอื่นๆ
ถึงแม้จะมีช่วงเวลาทับซ้อนกับนิยายจีนเรื่องอื่นๆอยู่

สำหรับผู้สนใจที่จะเริ่มอ่านนิยายจีน เรื่องนี้นับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเช่นกัน...