“คนเมื่อไม่มีเงินทอง สมองนึกถึงแต่ขนมเปี๊ยะช่วยให้อิ่มท้อง ไม่ว่าศีลธรรมจรรยา ตลอดจนมารยาทธรรมเนียมใดล้วนไม่คำนึงถึง แต่พอมีเงินมีอำนาจ ก็เริ่มใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ไม่คำนึงนึกถึงมาก่อน”
วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555
สัจจนิยมนวนิยาย จากมาเฟียบู๊ลิ้ม
วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555
Empress Orchid - หลังบัลลังก์ยังมีความลับ…
ได้เริมรู้จักงานของอันฉี หมินจากร้านหนังสือมือ 2 ร้านประจำ เพียงเพราะอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศของการอ่านหนังสือที่ติดแฟนตาซีในช่วงนี้ มาเป็นดราม่าพีเรียดหนักๆที่อิงประวัติศาสตร์ดูบ้าง ซึ่งเรื่องที่หยิบมานั้น ก็คือ ราชินี ดอกกล้วยไม้ ซึ่งแปลมาจากต้นฉบับภาษอังกฤษที่ชื่อว่า Empress Orchid
ครั้งแรกที่ผมได้ลองเสพย์ตัวหนังสือเพียงไม่กี่บรรทัดของหนังสือเล่มไม่บาง ไม่หนาเล่มนี้นั้นก็รู้เลยว่า หนังสือเรื่องนี้คือสิ่งที่จะวางไปไม่ลงไปอีกหลายวัน
อันฉี หมิน ไม่ได้ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด
เรื่องราวประวัติศาสตร์ครั้งนี้ถูกเล่าผ่านตัวตนของกล้วยไม้ เด็กสาวที่มีสายเลือกมองโกล
ซึ่งมีโอกาสได้ถวายตัว และกลายมาเป็นจักรพรรดินีชื่อก้องโลก
ซึ่งในมุมมองที่ผมมีต่อพระนางซูสีนั้น
ค่อนข้างเลือนลางมาก จำได้เพียงแต่ว่า
เคยดูภาพยนตร์ซึ่งแสดงโดย หมี เซี๊ยะ? (หรือเปล่า จำไม่ได้เท่าไร)
เพียงแค่นั้น
ด้วยการถ่ายทอดมุมมองใหม่ๆทำให้บรรยากศอีกแบบหนึ่งจากที่เคยได้ยินได้ฟังมา
ซึมซับและชวนติดตามจนยากจะหยุด
การเมืองในวัง การแก่งแยงชิงบัลลังก์ การเปิดประเทศ เป็นเรื่องราวที่น่าติดตาม
กล้วยไม้บอกเล่าเรื่องในมุมมองของเธอ ซึ่งแตกต่างจากเรื่องราวที่เคยได้ยินเกี่ยวกับเธอจากประวัติศาสตร์ฉบับอื่น
หากเพื่อนๆมีความสนใจในช่วงยุคต่อของการเปลี่ยนการปกครองของจีน
และประวัติของซูสีไทเฮา ผู้เลอโฉม และโหดเหี้ยม
คงผ่าน ราชินีดอกกล้วยไม้ไปไม่ได้...
วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555
มาเฟียบู๊ลิ้ม - การเดินทางของเรื่องราวครึ่งทาง
ครั้งแรกที่มีโอกาสได้หยิบมาเฟียบู๊ลิ้มมาอ่านนั้น เป็นเพราะว่าไม่รู้จะเอาอะไรมาอ่านก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากว่าตอนนั้นผมได้อ่านนิยายตะวันตกซะจนอิ่มแปล้ และเริ่มเลี่ยนกับรสชาติ ผนวกกับได้อ่าน รหัสลับหลังคาโลก ในช่วงนั้นพอดี ทำให้มีความรู้สุกเอาเองว่า อยากจะหา “บู๊เฮี๊ยบ” มาอ่านสักเรื่อง
เหลียวซ้ายแลขวาที่มีอยู่ในบ้านก็ผ่านตาซะจนเบื่อ เลยทดลอหยิบมาเฟียบู๊ลิ้มมาชิมรส
หลังจากได้อ่านคำเปรยของสำนักพิมพ์ที่เขียนเอาไว้อย่างได้อรรถรสว่า
“ มาเฟียบู๊ลิ้ม ” เป็นผลงานนวนิยายกำลังภายในของเชวียเยี่ยอู๋ถง นักเขียนหน้าใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่สร้างปรากฏการณ์ ตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก ทั้งชุดมี 10 เล่ม สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์จัดพิมพ์ จัดจำหน่าย โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทประพันธ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เรื่องราวเล่าถึง หวังเทียนอี้ ศิษย์ผู้ไม่มีความโดดเด่นของสำนักชิงเฉิง ทั้งได้รับการจัดอันดับเป็นกลุ่มล่างสุดของสำนัก หากแต่ในวันหนึ่งเขากลับพบว่า วิชาการต่อสู้ของสำนักชิงเฉิงนั้น ล้วนรุ่มร่ามและไร้ประโยชน์ เขาจึงแอบแผ้วถางเส้นทางการฝึกวิชาบู๊สายใหม่ให้แก่ตัวเองโดยที่คนในสำนักก็ไม่ทราบ และกลายเป็นปฐมบทแห่งเรื่องราวมาเฟียบู๊ลิ้ม
จุดเด่นที่แท้จริงและดีเลิศของนวนิยายเรื่องนี้ คือความสมจริงของเนื้อหา ตั้งแต่วิธีการฝึกปรือวิชา เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างค่ายพรรค และสำนัก ตลอดจนไปถึงเรื่องราวของเงินทองที่ทุกอย่างในเรื่องล้วนแต่มีราคาค่างวดทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่า จอมยุทธ์ในเรื่องนี้ไม่ได้ใช้จ่ายเงินราวสายน้ำ เช่น นวนิยายกำลังภายในเรื่องอื่นๆ เงินทุกตำลึงล้วนมีที่มาและที่ไปชัดเจนโดยภาพรวม มาเฟียบู๊ลิ้ม จัดเป็นนวนิยายกำลังภายในที่แปลกแหวกวงการ โดดเด่นไม่ซ้ำใคร หากแต่ยังคงมีกลิ่นอายของนวนิยายกำลังภายในชั้นดีอย่างครบถ้วน คอนวนิยายกำลังภายในทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่โหดร้ายของชาวยุทธจักรที่ต้องใช้เลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อครอบครอง แต่เป็นนวนิยายที่ฉายภาพแห่งความจริงต่างจากนวนิยายบู๊ลิ้มเรื่องอื่นๆ“ ผมรู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสได้อ่านนวนิยายกำลังภายในแนวสัจนิยมซึ่งหาได้ยากยิ่ง แม้ผู้ประพันธ์จะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากนิตยสารรายปักษ์ และอินเตอร์เน็ตก่อนจะมารวมพิมพ์เป็นเล่ม จึงขอให้เพื่อนนักอ่านชาวไทยได้ทดลองสัมผัสรสชาติแปลกใหม่ในอีกแบบหนึ่ง “ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ผู้เขียนคำนำเสนอ ”
หากท่านเป็นแฟนพันธุ์แท้นวนิยายกำลังภายใน นี่คืออีกหนึ่งยอดผลงานที่ท่านคู่ควรมีไว้ในครอบครอง
ก็เลยอยากหยิบยกมาลองอ่านดูว่า คำโฆษณานั้น จะเป็นจริงเท่าไหน พอได้ทดลองอ่านแล้ว ยอมรับว่า แม้จะไม่เลิศเลอมากมาย แต่ก็ทำให้ไม่อาจวางได้โดยง่าย
จุดที่ผมชอบในนวนิยายเรื่องนี้เลย ก็คงคล้ายกับคำบรรยายของสำนักพิมพ์ที่ว่า… “จอมยุทธ์ในเรื่องนี้ไม่ได้ใช้จ่ายเงินราวสายน้ำ”
และประเด็นเหล่านี้มันทำให้ความสมจริงปรากฎขึ้นทันทีที่อ่าน จะบริหารสำนักได้ ก็ต้องมีเงิน จะทองยุทธภพได้ก็ต้องใช้เบี้ยหวัด ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้ก็เคยมีใน 18 อรหันต์ทองคำของ Giddens มาแล้ว แต่ยังไม่จริงเท่าในมาเฟียฯ
แม้จะเป็นยอดยุทธอันดับหนึ่งในแผ่นดิน ก็มิอาจไม่เลี้ยงดูค่ายสำนัก และหากต้องเลี้ยงดูค่ายสำนักก็ต้องมีเงิน!!!
แม้แต่การซื้อยอดวิชาก็ต้องใช้เงินตราทั้งนั้น
เมื่อผมได้เริ่มอ่านไปจนถึงครึ่งทาง คือ 5 เล่ม จาก 10 เล่มแล้ว ก็ยอมรับว่ามันเป็นรสชาติแปลกใหม่ที่อยากเชิญชวนให้เพื่อนๆนักอ่านได้มาทดลองอ่านกันจริงๆ!!!
วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554
Pendragon : The Reality Bug ในโลกเสมือนที่สมบูรณ์แบบ
ร่วมเดือนได้ เพราะงานอะไรหลายๆอย่างทั้งต้นฉบับ ลูกค้าใหม่ และงานแปล
เมื่อคนทุกคนละทิ้งการงานจริงๆมุ่งแต่จะเข้าไปอยู่ในโลกที่คล้ายดั่งฝัน
บ๊อบบี้ได้เข้าไปพบนักเดินทางแห่งโลกนี้ด้วยความสับสน พร้อมทั้งต้องพยายามหาว่าจุดเปลี่ยนที่แท้จริงของดินแดนนี้เป็นอย่างไร
ผ่านการผจญภัยเข้าไปในโลกเสมือนเหล่านั้นด้วยตัวเอง
จนเกือบเอาตัวไม่รอด
แถมยังต้องไปพบกับความทรงจำของตัวเองที่เกือบจะลืมไปแล้ว
คงต้องเอาใจช่วยบ๊อบบี้ต่อว่าเขาจะผ่านพ้นเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้ยังไง!!!
จนทำให้เมืองของพวกตนรกร้าง และเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554
Pendragon : The Never War - สงครามนิรันดร์
จากการเดินทางในเล่มที่ 2 ของ Pendragon เขาได้ค้นพบถึงความลับยิ่งใหญ่ในโลกแห่งน้ำอย่างคลอรัล และกอบกู้เหตุการณ์ร้ายของ เซนต์เดน ที่ต้องการจะเปลี่ยนดินแดน จากหมู่เกาะแสนสงบ ไปเป็นดินแดนที่แตกแยกในเล่ม 3 นี้ บ๊อบบี้ มีโอกาสที่ได้เดินทางกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง เสียเพียงอย่างเดียวว่า โลกที่บ๊อบบี้ ได้เดินทางกลับมานั้น มันคนละยุคกับที่บ๊อบบี้จากไปน่ะซิ เพราะเขาต้องกลับไปที่โลกที่ 1 ซึ่งเป็นยุคช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
อดีตไกลจากยุคปัจจุบันที่บ๊อบบี้อยู่
ครั้งนี้บ๊อบบี้ต้องผ่านเหตุการณ์สำคัญ และการติดสินใจที่ว่า จะช่วยคน แล้วต้องเปลี่ยนประวัติศาสตร์ หรือว่าจะไม่เปลี่ยนประวัติศาสตร์แต่ต้องทนเห็นคนนับร้อยตายจากไป
นับเป็นทางเลือกที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของบ๊อบบี้
ในเล่มนี้บ๊อบบี้ยังจะได้เจอเพื่อนเก่าของลุงเพรส ผู้ซึ่งเป็นผู้ติดตามแห่งโลกที่ 1 แถมยังต้องเสียแหวนนักเดินทางไปอีกด้วย
ต้องมาติดตามกันแล้วว่าบ๊อบบี้จะเอาตัวรอดไปได้ยังไง :D
วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554
Pendragon : The Lost City of Faar จากดินแดนยุคกลางดำดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทรลึกลับ
หลายวันก่อนได้เขียนถึงความปลาบปลื้ม และความตื้นตันเมื่อได้หยิบเล่มจบของซีรีย์นี้มากจากแผงหนังสือในงานหนังสือผ่านมาจนวันก่อนผมมีโอกาสได้อ่านเล่ม 10 ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายจนจบครบถ้วนกระบวนความ
ใน blog ก่อนนั้น ผมได้เขียนไว้ว่าจะเล่าเรื่องของซีรีย์นี้ให้สมบูรณ์ แต่ก็ยังไม่ได้เขียน และยังเอาความประทับใจ (ที่ไม่ดี) เกี่ยวกับนเรศวรภาค 3 มาเล่าสู่กันฟังตัดหน้าไปซะอีก
อย่างไรก็ดี วันนี้จะขอมาเขียนเป็นบันทึกเตือนความจำของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องราวในซีรีย์ Pendragon ในเล่มที่ 2 ที่มีชื่อตอนว่า The Lost City of Far เพื่ดำเนินการเดินทางของ Bobby Pendragon ให้ก้าวหน้าไปอีกนิดหนึ่ง
ในเล่มนี้ Bobby Pendragon ได้เดินทางไปในดินแดนแห่งใหม่ ซึ่งเป็นโลกที่แตกต่างไปจากเดนเดอรอน ดินแดนที่มีกลิ่นอายของยุโรปยุคกลางอย่างสิ้นเชิง โดยจุดหมายครั้งนี้ของ Pendragon ก็คือโลกที่ชื่อว่า คลอรัล ดินแดนที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยทะเล อารมณ์เดียวกับ Water World ก็ไม่ปาน
การเดินทางครั้งใหม่นี้ Bobby ได้พบกับเพื่อนใหม่ หลังจากสูญเสียบุคคลสำคัญไปในภาคที่แล้ว ภารกิจของ Bobby ยังเป็นการหาทางยับยั้งแผนชั่วของเซนต์เดน ตัวร้ายของเรื่อง
Bobby ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเขาต้องเริ่มตัดสินใจอะไรอะไรด้วยตัวเอง แถมยังต้องเป็นผู้นำให้กับนักเดินทางคนใหม่แห่งคลอรัล
การเดินทางครั้งใหม่นี้พา Bobby ให้เดินทางผ่านเกาะกลางน้ำที่ลอยล่องแห่งคลอรัล และดำดิ่งไปสู่ศูนย์กลางแห่งมหาสมุทรแห่งฟาร์...
หลังจากอ่านผ่านไปแล้ว ผมเองก็รู้สึกว่า Bobby นั้นโตขึ้น รวมถึง D.J. Machale ผู้เขียนเองก็เช่นกันที่เติบโตไปสู่การเป็นนักเขียนที่มีฝีไม้ลายมือมากขึ้น
วันพรุ่งนี้มาติดตามการเดินทางของ Bobby กันต่อดีกว่า...
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 3 ยุทธนาวี
"มองอย่างผู้ดู... ผมว่าหนังมีเรื่องเล่ามากเกินไป"ผมใจจดใจจ่อในการอยากดูหนังเรื่องนี้มากอยู่ในระดับหนึ่ง มากที่สุดในเดือนนี้เลยก็ว่าได้
จึงพยายามรีบจัดแจงหลายๆสิ่งให้เรียบร้อย (บ้าง ไม่เรียบร้อยบ้าง) เพื่อไปจัดจองที่นั่งในโรงภาพยนตร์ ฉลองการเข้าฉายวันแรก
ยอมรับว่าดูเพลินดี สนุกสนาน มีฉากตื่นตาพอตัว
มีฉากตลกสอดแทรกอย่างหนังไทยทั่วไป
และก็ยาวได้อย่างสมใจที่รอคอย
แต่โดยส่วนตัวแล้ว
ผมมองว่าเป็นเพราะผู้สร้าง คิดจะให้มันเป็นภาคคู่หรือเปล่า?
จึงพยายามใส่เรื่องราวที่เยอะมาก
ตัวละครใหม่ๆที่โผล่มาเข้าฉากอีกหลายตัว
และความสัมพันธ์รูปแบบแปลกๆของเหล่าตัวละครในเรื่อง...
ซึ่งมันเหมือนเป็นการเกริ่น และยังไม่ได้เฉลย
มันเลยเหมือนว่ามีเรื่องที่จะบอกเยอะซะเหลือเกิน
ผมชอบภาค 2 มากกว่า
และก็คิดไปวส่าจะได้เห็นยุทธหัตถีที่ภาคนี้
เลยผิดหวังกับความรู้สึกแปลกในหนัง...
